Montana State University กับการเปลี่ยนระบบจัดการ Data ใหม่ที่ไม่กระทบคลังข้อมูลเดิม

Montana State University กับการเปลี่ยนระบบจัดการ Data ใหม่ที่ไม่กระทบคลังข้อมูลเดิม

การใช้ Technology เข้ามา Transform องค์กรไม่ใช่เพียงทุ่มงบประมาณนำเข้าอุปกรณ์ล้ำยุคเท่านั้น แต่ต้องดูที่ความต้องการผู้ใช้และเป้าหมายขององค์กรเป็นหลักด้วยอย่าง Montana State University ที่นำระบบ Software ใหม่มาเสริม โดยไม่กระทบระบบเดิมและไม่ต้องใช้พนักงานดูแลเพิ่ม จนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

มหาวิทยาลัยรัฐมอนแทนา หรือ Montana State University (MSU) มีชื่อเสียงด้านงานวิจัยสาธารณะเป็นอย่างมาก ปริมาณค่าใช้จ่ายที่ลงทุนให้การวิจัยของ MSU นั้น อยู่ในท็อปทรีของเหล่ามหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งคือราวๆ 130 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี งานวิจัยที่ทำนั้นก็ครอบคลุมหลายแวดวง ตั้งแต่ภูมิคุ้มกันวิทยา, เคมี, ไบโอเคมี, การคมนาคม, ฟิสิกส์ รวมไปถึงทรัพยากรที่ดินและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ทำให้ MSU ได้ใบอนุญาตทางเทคโนโลยีมากกว่า 260 ชิ้น และยังมีสิทธิบัตรอีก 75 ใบ ใบรับรองพืชพันธุ์ที่วิจัยอีก 34 ใบ

จากย่อหน้าด้านบน คงเห็นถึงการให้ความสำคัญต่องานวิจัยของ Montana State University เป็นอย่างดี ซึ่งงานวิจัยที่ดำเนินการไปแล้วและดำเนินการอยู่ทั้งหมดนั้น มีการเก็บ แลกเปลี่ยนรับส่งข้อมูล และเรียกใช้ บนระบบเน็ตเวิร์กของมหาวิทยาลัย ที่ใช้ระบบ SD-Access ของ Cisco

นั่นเป็นเรื่องของปัจจุบัน แต่ในอดีตไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ฝ่ายไอทีของ MSU เผชิญหน้ากับเหล่านักวิจัยที่ร้องเรียนเรื่องระบบเน็ตเวิร์กที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานวิจัย ที่มักจะต้องส่งข้อมูลก้อนใหญ่ๆ กันเป็นปกติ นั่นทำให้เจอร์รี ชีแฮน รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีข้อมูล และ Chief Information Officer ของ Montana State University ต้องลุกขึ้นมาปรับปรุงระบบเน็ตเวิร์กของที่นี่เป็นการใหญ่

“เราต้องการเทคโนโลยีที่ให้เหล่านักวิจัยและนักเรียนของเราสามารถทำงานของพวกเขาอย่างสะดวกสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราจึงตั้งเป้าว่าจะต้องลงทุนในทรัพยากรที่ต้องตรงกับความต้องการของผู้ใช้ของเราที่สุด” เจอร์รีกล่าว

ก่อนหน้าระบบจะปรับปรุง ก็ใช่ว่าการส่งไฟล์งานใหญ่ๆ จะเป็นไปไม่ได้ แต่มันต้องการความช่วยเหลือจากฝ่ายไอทีของมหาวิทยาลัยทุกครั้ง และนั่นไม่ใช่ระบบการทำงานที่ดีเลย ลองนึกภาพว่าคุณค้นพบข้อมูลใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และอาจจะต่อยอดไอเดียได้ แต่กลับไม่สามารถส่งให้เพื่อนร่วมงานวิจัยของคุณได้ทันที สิ่งที่คุณทำได้คือโทรตามฝ่ายไอทีมาช่วยส่งไฟล์ขนาดใหญ่นี้ให้คุณ ระบบงานคงขาดตอนแบบนี้ น่าหงุดหงิดและไม่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของนักวิจัยเลย

ในช่วงแรก มหาวิทยาลัยใช้ระบบ Bridger Scientific Research Network ซึ่งส่งสัญญาณเชื่อมต่อไฮสปีดแก่มหาวิทยาลัยทั่ววิทยาเขตทั้ง 7 อาคาร ซึ่งทำให้นักวิจัยรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่กันได้บนความเร็วที่เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งระบบเน็ตเวิร์กของทีมวิจัยนี้แยกออกจากระบบเน็ตเวิร์กทั่วไปของมหาวิทยาลัย ทำให้การรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ไม่กระทบกับบริการทั่วไปของมหาวิทยาลัย

แต่ระบบเน็ตเวิร์กใหญ่ขนาดนี้ก็มีอุปสรรค 2 อย่าง อย่างแรกคือระบบกระจายสัญญาณที่ต้องใช้กล่องสัญญาณ ทำให้สัญญาณกระจายไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในแคมปัส แปลว่านักวิจัยทุกคนไม่สามารถทำงานได้ทุกที่ที่ต้องการขนาดนั้น และอย่างที่สองคือระบบใหญ่ขนาดนี้ต้องการเวลาจากพนักงานไอทีอย่างมากเพื่อดูแลจัดการ กระทบทั้งเรื่องเวลาและงบประมาณ

เมื่อได้ปรึกษากับ Cisco เจอร์รี ชีแฮนจึงนำเทคโนโลยี Software-Defined Access (SD-Access) เข้ามาช่วยเหลือ เทคโนโลยีนี้เป็นซอฟต์แวร์ที่เข้ามาเสริมฮาร์ดแวร์ที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้ว แต่ทำให้สัญญาณกระจายไปถึงผู้ใช้ได้มากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ไม่ต้องลงทุนไปกับการซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ เข้ามาอีก และยังไม่กระทบกับการทำงานด้วยระบบเน็ตเวิร์กเดิม นั่นแปลว่า MSU ไม่ต้องสำรองพนักงานเพิ่มเพื่อดูแลระบบใหม่นี้ และในขณะเดียวกัน ซอฟต์แวร์ของ SD-Access ยังมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลและระบบติดตามประสบการณ์ของผู้ใช้ ให้พนักงานไอทีสามารถมอนิเตอร์การใช้งานระบบเน็ตเวิร์กได้อย่างเป็นระบบ

ทุกวันนี้ Montana State University ยังคงผลิตผลงานวิจัยสาธารณะใหม่ๆ อยู่ตลอด โดยมีระบบเน็ตเวิร์กใหม่คอยซัพพอร์ตให้การวิจัยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด จะเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามา Transform ระบบการทำงานนั้น ไม่ใช่แค่เพียงการทุ่มงบประมาณเพื่อนำเข้าอุปกรณ์ล้ำยุคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูที่ความต้องการของผู้ใช้ระบบและเป้าหมายขององค์กรเป็นหลัก อย่างที่ MSU ลงทุนนำซอฟต์แวร์ระบบเน็ตเวิร์กจาก Cisco เข้ามาใช้ เพื่อตอบโจทย์นักวิจัย ที่เป็นผู้ใช้งานหลักและเป็นหัวใจของมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อด้านงานวิจัยอย่าง Montana State University นั่นเอง

Other Content

Digital Transformation ไม่ได้เปลี่ยนแค่ Technology แต่เปลี่ยนวิธีคิดในทุกส่วน อย่าง Westfield ที่อดีตเป็นแค่ที่มาจับจ่ายของกินของใช้ แต่ปัจจุบันเป็น Entertainment Place ที่ให้ผู้คนมาหาความเพลิดเพลินได้มากกว่าแค่ซื้อของ ยิ่งลูกค้ามาใช้เวลาที่นี่มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น

Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจเพียงอย่างเดียว เพราะ Digital คือส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน จึงเสมือนภารกิจของทุกวงการต่อจากนี้ไม่เว้นแม้แต่หน่วยปกครองของรัฐ ดังเช่น Kansas City ในอเมริกาที่เชื่อมต่อประชากรทุกคนในเมืองเข้าด้วยกัน แล้วเปลี่ยนตัวเองให้เป็น Smart City ได้อย่างคุ้มค่า

การมอบประสบการณ์ที่ดีและแปลกใหม่คือหัวใจของการทำ Digital Transformation ตัวอย่างเช่นทีม Atlanta Braves นำ Wi-Fi ที่แรงที่สุดในวงการกีฬามาใช้ในสนามเหย้าเพื่อต่อยอดประสบการณ์ดีๆ สู่มือแฟนๆ ให้สามารถสามารถอัพโหลดโมเมนต์ดีๆ และแย่งพื้นที่สื่อในโซเชียลได้ ซึ่งเป็นประโยชน์กับธุรกิจเบสบอลของทีมอย่างมาก

ระบบ Network ในกระบวนการ Digital Transformation สามารถช่วยประหยัดเงินให้กับองค์กร โดยสามารถป้องกันช่วงเวลาที่เรียกว่า Downtime หรือช่วงที่เครื่องจักรเกิดอาการรวน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการผลิตชิ้นงานที่ตีเป็นเงินมูลค่ามหาศาลได้ อย่างในกรณีของธุรกิจอุตสาหกรรม AW North Carolina