Big Data หรือจะสู้ Relevant Data เมื่อข้อมูลที่ใช่จะทำให้ไปได้ไกลกว่าที่คิด

Big Data หรือจะสู้ Relevant Data เมื่อข้อมูลที่ใช่จะทำให้ไปได้ไกลกว่าที่คิด

หลักใหญ่ของการใช้ข้อมูลไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ความจำเป็น นั่นทำให้เราต้องมี Relevant Data หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา เพราะ Relevant Data ก็เหมือนน้ำมันที่ขับเคลื่อนให้องค์กรแล่นไปบนเส้นทาง Digital Transformation ได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ Data ที่ใช่และเป็นประโยชน์ตรงจุด

Data เป็นส่วนที่สำคัญมากของกระบวนการ Digital Transformation

ถึงแม้ว่า Data หรือข้อมูล จะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการธุรกิจมาตลอด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ Data ยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีกระดับ เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก และจะเปลี่ยนไปอีกอย่างรวดเร็ว ชีวิตในยุคดิจิทัลนำมาซึ่งข้อมูลจำนวนมหาศาลยิ่งกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรเสียอีก สิ่งนี้เองที่เรียกกันอย่างคุ้นหูว่า Big Data ข้อมูลก้อนใหญ่ที่ลอยคอรออยู่ในโลกดิจิทัล รอให้คนที่เข้าใจและเข้าถึงได้ เข้ามาเลือกดูกันตามสะดวก

แต่ Big Data ก็พูดถึงเพียงความมหาศาลของข้อมูลเท่านั้น ทั้งที่หลักใหญ่ใจความสำคัญของการใช้ข้อมูลไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ความจำเป็นของมันเสียมากกว่า นั่นทำให้เราต้องมี Relevant Data หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา ซึ่งอาจนำมาจากก้อน Big Data หรือเสาะหารวบรวมมาจากแหล่งอื่นๆ ก็ได้ทั้งนั้น

ถ้าจะถามว่า Data สำคัญอย่างไรต่อกระบวนการ Digital Transformation ลองนึกภาพถึงองค์กรหนึ่งที่วางกลยุทธ์ทางดิจิทัลมาอย่างดี มีพนักงานที่กระตือรือร้น สร้างสรรค์ มีอุปกรณ์และบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างงานที่ดี แต่องค์กรนี้กลับไม่มีข้อมูลว่าลูกค้าในปัจจุบันมีพฤติกรรมอย่างไร หรือต้องการอะไรอย่างแท้จริง

นั่นทำให้ข้อดีที่มีแทบจะไร้ประโยชน์ เพราะในยุคนี้ องค์กรจะก้าวไปข้างหน้าได้ก็ด้วยข้อมูล ไม่ว่าจะข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลของพนักงานในองค์กร เพื่อกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าสิ่งที่องค์กรจะทำนี้จะทำไปเพื่อสร้างประสบการณ์อะไรให้ผู้บริโภคกันแน่

กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ Data นั้นได้แก่การรวบรวมข้อมูล การกักเก็บข้อมูล และการดึงข้อมูลมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีที่ใช่ และวิสัยทัศน์ที่เยี่ยมยอด หนึ่งในตัวอย่างที่ดีคือ “ท่าเรือรอตเตอร์ดาม”

ท่าเรือรอตเตอร์ดาม คือท่าเรือคาร์โกขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีความยาวถึง 42 กิโลเมตร ตั้งแต่เมืองรอตเตอร์ดามจรดทะเลเหนือ ทุกปีท่าเรือนี้ต้อนรับเรือถึง 140,000 ลำ การนำเรือเทียบท่าเป็นเรื่องยากและละเอียดอ่อน นึกสภาพเรือลำโตค่อยๆ แล่นเข้าเทียบท่าอย่างปลอดภัยและนิ่มนวลก็เป็นเรื่องเปลืองแรงแล้ว

แต่เป้าหมายของที่นี่คือต้องการเป็น Smartest Port in the World – ท่าเรือที่ฉลาดที่สุดในโลก กระบวนการ Digital Transformation จึงเริ่มขึ้น ท่าเรือรอตเตอร์ดามร่วมมือกับ Cisco และ IBM สร้างระบบข้อมูล และระบบ IoT ที่ทำให้เรือขนส่ง ท่าเรือ และสภาพอุตุนิยมวิทยาเชื่อมต่อถึงกัน ระบบ IoT ทำให้เรือแต่ละลำ รวมทั้งท่าเรือ “คุย” กัน และขับเคลื่อนหลบเลี่ยงการปะทะเข้าชน เมื่อประกอบกับข้อมูลกระแสน้ำ สภาพอากาศ ที่ได้จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา เรือขนส่งเหล่านี้ก็เข้าเทียบท่าอย่างปลอดภัย ทั้งประหยัดเวลาในการเทียบท่า ทั้งยังปลอดภัยกว่า และยังเก็บข้อมูลของเรือแต่ละลำรวมทั้งสินค้าที่บรรทุกมาได้ด้วยระบบข้อมูล Cloud เป้าหมายของท่าเรือรอตเตอร์ดามคืออยากมีเรือขับเคลื่อนอัตโนมัติภายในปี 2025 ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีและ Data มหาศาล ที่ต้องดึงออกมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม

Data เป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้กระบวนการ Digital Transformation เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นแล้ว ผู้บริหารท่านใดที่คิดอยากจะ Transform องค์กรตัวเองต้อนรับยุคดิจิทัล นอกจากจะเรื่องอุปกรณ์ งาน และคนแล้ว Data ทั้งของผู้บริโภคและบุคลากร ก็เป็นเหมือนน้ำมันที่ขับเคลื่อนให้องค์กรแล่นไปบนเส้นทาง Digital Transformation ได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ Data ที่ใช่และเป็นประโยชน์อย่างตรงจุดต่อองค์กรของคุณนั่นเอง

Other Content

กระบวนการทำ Digital Transformation สิ่งแรกที่ควรมีคือ Digital Mindset ที่ไม่ยึดติดกับ Business Model เดิม แล้วค่อยมองไปที่ Customer Experience โดยก่อนการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มต้นจากวางกลยุทธ์ทาง Digital ให้กับองค์กรด้วย เพราะหากขาดกลยุทธ์ อาจกลายเป็นแค่การเปลี่ยนระบบทำงานซึ่งเกิดประโยชน์น้อย

Digital Transformation ไม่ได้โฟกัสที่ Technology เท่ากับตัวคนในองค์กร เพราะ Technology วันหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนผ่าน แต่บุคลากรที่มีค่าจะทำให้มันเป็นไปได้ด้วยดี โดยบุคลากรต้องเข้าใจภาพรวม รู้กว้าง เข้าใจ Technology งาน องค์กร และที่สำคัญคือเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค อันเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Digital Transformation เป็นไปได้คือ Work Efficiency โดยสิ่งที่จะผลักดันให้พนักงานทำงานกันอย่าง Productive คือ Work Culture ในที่ทำงาน เพราะสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศในที่ทำงานนั้น เป็นสิ่งที่พนักงานต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน มันจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละคน

Digital Transformation เริ่มต้นที่การมีคนทำงานที่พร้อมต่อวิถีการทำงานแบบใหม่ๆ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องพร้อมคืออุปกรณ์ Technology และระบบต่างๆ การเลือกใช้ Technology ต้องตรงกับรูปแบบการทำงานและความเหมาะสมกับธุรกิจ มิฉะนั้นอาจไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น แต่จะกลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า